top of page
  • Youtube
  • Line
  • Facebook
  • Instagram
  • TikTok

ทำความรู้จักภาวะ "ลิ้นติด" (Tongue-tie) สังเกตอย่างไร และเมื่อไหร่ควรรักษา

songkhunmorjudfun
28 นาทีที่ผ่านมา
ยาว 2 นาที

ลูกดูดนมนานแต่ไม่ค่อยอิ่ม? คุณแม่เจ็บหัวนมทุกครั้งที่ให้นม? หรือลูกโตแล้วแต่ยังพูดเสียง "ร" "ล" ไม่ชัดสักที? อาการเหล่านี้อาจไม่ได้เกิดจาก "ท่าให้นมไม่ถูก" หรือ "เดี๋ยวโตก็หายเอง" เสมอไป แต่อาจมีสาเหตุมาจากภาวะ "ลิ้นติด" (Tongue-tie) ซึ่งพบได้บ่อยกว่าที่หลายคนคิด และที่สำคัญคือ แก้ไขได้ไม่ยาก หากได้รับการตรวจอย่างถูกต้อง


ลิ้นติด คืออะไร

ปกติแล้วใต้ลิ้นของเราจะมี "พังผืดใต้ลิ้น" (Lingual Frenulum) ลักษณะเป็นเยื่อบาง ๆ ยึดระหว่างใต้ลิ้นกับพื้นปาก เหมือน "สายรั้ง" ที่คอยยึดลิ้นไว้ไม่ให้ขยับมากเกินไป


ภาวะลิ้นติด เกิดจากการที่พังผืดใต้ลิ้นสั้น หนา หรือยึดชิดปลายลิ้นมากเกินไป ทำให้ขยับ แลบ หรือกระดกลิ้นแตะเพดานปากได้ไม่สุด เมื่อลิ้นถูกรั้งจนทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงส่งผลกระทบตามมาหลายด้าน ภาวะนี้พบได้บ่อยตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งเป็นลักษณะทางสรีระที่ไม่ได้เกิดจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่แต่อย่างใด


ลิ้นติดมีกี่แบบ?

ทันตแพทย์แบ่งลิ้นติดออกเป็น 2 ลักษณะหลัก ได้แก่

1. ลิ้นติดแบบด้านหน้า (Anterior Tongue-tie) พังผืดยึดมาใกล้ปลายลิ้น มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เมื่อแลบลิ้นออกมา ปลายลิ้นมักถูกรั้งจนเป็นรูปหัวใจหรือรูปตัว V

2. ลิ้นติดแบบด้านหลัง (Posterior Tongue-tie) พังผืดซ่อนอยู่ลึกใต้เยื่อเมือก มองด้วยตาเปล่าแทบไม่เห็น ต้องอาศัยทันตแพทย์ที่มีประสบการณ์ใช้นิ้วคลำและประเมินการเคลื่อนไหวของลิ้น จึงจะตรวจพบเป็นเหตุผลที่บางครอบครัวได้ยินว่า "ลิ้นลูกปกติดี" แต่ปัญหาการดูดนมกลับไม่ดีขึ้นสักที เพราะลิ้นติดบางชนิดไม่ได้เห็นชัดจากการมองผ่านๆ

ในการตรวจจริง ทันตแพทย์จะวัด ‘ระยะการเคลื่อนไหวของลิ้น’ เพื่อจัดระดับความรุนแรง ควบคู่ไปกับการประเมินว่าลิ้นใช้งานได้ดีแค่ไหน เพราะบางคนพังผืดสั้นแต่ดูดนมได้ดีและพูดชัด ก็อาจไม่จำเป็นต้องรักษา


ระดับความรุนแรงของลิ้นติด

ระดับ

ความยาวลิ้นอิสระ

ความรุนแรง

ปกติ

มากกว่า 16 มม.

ไม่ถือว่าลิ้นติด

Class I

12–16 มม.

เล็กน้อย

Class II

8–11 มม.

ปานกลาง

Class III

3–7 มม.

รุนแรง

Class IV

น้อยกว่า 3 มม.

รุนแรงมาก



ตัวเลขนี้เป็นเพียงเกณฑ์ช่วยจัดระดับเท่านั้น เพราะการวัดความยาวลิ้นสัมพันธ์กับการทำงานจริงของลิ้นเพียงระดับหนึ่ง ทันตแพทย์จึงประเมินการใช้งานควบคู่กันเสมอ


สัญญาณเตือนตามช่วงวัย

ทารก (สังเกตจากอาการลูก)

  • ดูดนมลำบาก: อมเต้าไม่ค่อยติด หลุดบ่อย และมีเสียง "จ๊วบ" หรือเสียงคลิกเวลาดูด

  • กินนมนานแต่ไม่อิ่ม: ลูกเหนื่อยง่าย หลับคาเต้า งอแง และน้ำหนักตัวขึ้นช้ากว่าเกณฑ์

  • ลักษณะลิ้น: แลบลิ้นได้สั้นขยับได้น้อย (แลบไม่พ้นเหงือกหรือริมฝีปาก) มีน้ำนมไหลออกมุมปาก

ทารก (สังเกตจากผลกระทบต่อคุณแม่)

  • เจ็บหัวนมรุนแรง: หัวนมแตก เป็นแผล หรือบี้แบนผิดรูปหลังลูกดูด (แม้จะจัดท่าให้นมถูกต้องแล้ว)

  • ปัญหาน้ำนม: เต้านมอักเสบ คัดตึง หรือท่อน้ำนมอุดตันบ่อยครั้ง เพราะลูกไม่สามารถดูดนมออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เด็กโต

  • ออกเสียงไม่ชัด: โดยเฉพาะคำที่ต้องกระดกลิ้น (เช่น ร, ล, ส)

  • ปัญหาการกิน: กลืนหรือเคี้ยวอาหารลำบาก เลียริมฝีปากหรือไอศกรีมไม่ได้

  • ทำความสะอาดช่องปากได้ไม่ทั่วถึง: ใช้ลิ้นกวาดเศษอาหารได้ไม่ดี จึงต้องใส่ใจการแปรงฟันมากกว่าปกติ และตำแหน่งของลิ้นอาจเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อการเรียงตัวของฟัน

ข้อควรรู้: ภาวะลิ้นติดไม่ได้ทำให้เด็ก "พูดช้า" เด็กยังเข้าใจภาษาปกติ เพียงแต่ออกเสียงบางคำยากขึ้นเพราะลิ้นขยับจำกัด


ผู้ใหญ่ (มักเป็นปัญหาที่สะสมมานาน)

  • ปัญหาช่องปาก: แรงรั้งจากพังผืดอาจทำให้ฟันหน้าล่างห่างและเหงือกร่น อีกทั้งลิ้นที่ขยับได้น้อยจะกวาดเศษอาหารได้ไม่ดี จึงต้องเน้นทำความสะอาดช่องปากและซอกฟันให้ละเอียดขึ้น

  • ใช้ชีวิตลำบากขึ้น: เลียริมฝีปากหรือกวาดเศษอาหารในกระพุ้งแก้มไม่ถนัด กลืนยาลำบาก ในบางรายอาจมีปัญหาเวลาใส่ฟันปลอมถอดได้ เพราะพังผืดไปดึงขอบฟันปลอมให้หลวม


เช็กลิ้นตัวเองเบื้องต้น

ลองทำ 4 ข้อนี้หน้ากระจก หากเช็กลิสต์นี้ตรงกับคุณหลายข้อ แนะนำให้เข้ามาตรวจกับทันตแพทย์

  1. แลบลิ้นออกมาให้พ้นริมฝีปากล่างได้ไหม?

  2. อ้าปากกว้าง แล้วกระดกปลายลิ้นแตะเพดานปากได้ไหม?

  3. กวาดลิ้นไปแตะมุมปากซ้าย-ขวาได้สุดไหม?

  4. สังเกตปลายลิ้นตอนแลบออกมา เว้าเป็นรูปหัวใจ เว้าตรงกลาง หรือเป็นรูปตัว V หรือเปล่า?

สำหรับทารก: ลองสอดนิ้วสะอาดใต้ลิ้นแล้วยกขึ้นเบา ๆ หากพบเยื่อรั้งแน่นหรือลิ้นยกได้น้อย แนะนำให้พบทันตแพทย์เพื่อตรวจประเมิน


ถ้าปล่อยไว้ไม่รักษา จะเป็นอะไรไหม?

หากลิ้นติดไม่รุนแรงและไม่กระทบการใช้ชีวิต เช่น ลูกดูดนมได้ดี กินอาหารได้ปกติ  ทันตแพทย์อาจแนะนำให้เฝ้าติดตามอาการไปก่อน แต่ในกรณีที่กระทบการใช้ชีวิต การรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ อาจช่วยลดปัญหาที่ตามมาได้ เช่น การหย่านมแม่เร็วกว่าที่ตั้งใจ หรือน้ำหนักขึ้นช้า ส่วนปัญหาการออกเสียงจะดีขึ้นได้ต้องอาศัยการฝึกร่วมด้วย


แนวทางการรักษาภาวะลิ้นติด

วิธีที่เหมาะสมจะพิจารณาจาก "ช่วงวัยและความหนาของพังผืด" โดยแบ่งเป็น 3 วิธีหลักๆ ดังนี้:

  1. การขลิบพังผืด (Frenotomy) – สำหรับทารกแรกเกิด/เด็กเล็ก

    • ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เลือดออกน้อยมาก และมักใช้แค่ยาชาเฉพาะที่ (หรือไม่ต้องใช้เลย) จึงไม่ต้องเย็บแผล

    • ข้อดี: ทำเสร็จปุ๊บ คุณแม่สามารถให้ลูกเข้าเต้าได้ทันที ซึ่งการดูดนมจะช่วยห้ามเลือดและปลอบประโลมลูกได้ดีเยี่ยม

  2. การผ่าตัดพังผืด (Frenectomy) – สำหรับเด็กโตและผู้ใหญ่

  3. เหมาะกับเคสที่พังผืดหนาตัวขึ้นตามวัย ใช้เวลาประมาณ 15–30 นาที ทำเสร็จกลับบ้านได้เลย

  4. ข้อดี: มักใช้เพียงยาชาเฉพาะที่ (เว้นแต่เด็กที่ร่วมมือยากอาจต้องดมยาสลบ) และเย็บปิดด้วยไหมละลายเพื่อให้แผลสมานในตำแหน่งที่เหมาะสม

  5. การรักษาด้วยเลเซอร์ (Laser) – ทางเลือกที่นิยมในปัจจุบัน

  6. แพทย์อาจพิจารณาใช้เลเซอร์เข้ามาช่วย

  7. ข้อดี: แผลเล็ก เลือดออกน้อย บวมช้ำน้อย และเจ็บน้อยกว่าในช่วงแรก


สิ่งที่ขาดไม่ได้หลังการรักษา: "ต้องฝึกบริหารลิ้น" การผ่าตัดเป็นเพียงการ "ปลดล็อก" ให้ขยับได้ แต่ลิ้นที่ถูกรั้งมานานจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีขยับใหม่ ซึ่งสำคัญมาก:

  • การบริหารลิ้น: ช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง และป้องกันแผลสมานจนพังผืดกลับมาติดซ้ำ

  • การฝึกพูด (ในเด็กโต): จำเป็นมากสำหรับเด็กที่ติดนิสัยออกเสียงผิดไปแล้ว โดยควรฝึกกับนักแก้ไขการพูดโดยตรง

  • การเข้าเต้า (ในทารก): คุณแม่อาจปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่ เพื่อปรับท่าให้นมใหม่ให้ลูกดูดได้เก่งและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


การดูแลตัวเองหลังการรักษา

  • 24 ชั่วโมงแรก: ประคบเย็นใต้คาง ทานอาหารอ่อนหรือเย็น (เช่น โจ๊ก ไอศกรีม) งดของร้อน เผ็ด และของแข็ง ส่วนทารกสามารถเข้าเต้าดูดนมได้ตามปกติทันที

  • สัปดาห์แรก: เริ่มบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่นเบาๆ (หลังผ่านวันแรกไปแล้ว) แปรงฟันได้ปกติแต่เลี่ยงบริเวณแผล และทานยาตามที่ทันตแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด

  • 2–4 สัปดาห์: บริหารลิ้นตามคำแนะนำอย่างสม่ำเสมอ (ข้อนี้สำคัญมาก เพื่อป้องกันพังผืดยึดติดกลับ) และไปพบทันตแพทย์ตามนัด

อาการปกติที่ไม่ต้องตกใจ: ช่วง 1–2 สัปดาห์แรก แผลอาจมี "ฝ้าสีขาวหรือเหลืองอ่อน" ปกคลุม นี่คือกระบวนการสมานแผลตามธรรมชาติ ไม่ใช่หนองหรือการติดเชื้อ


ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

  • อาการทั่วไปที่พบได้: ชาปลายลิ้นชั่วคราว เลือดออกเล็กน้อย ปวด บวม ซึ่งมักหายได้เองใน 1–3 วัน

  • อาการที่พบได้น้อย: แผลติดเชื้อ (ป้องกันได้ด้วยการรักษาความสะอาด) และพังผืดยึดติดกลับ (มักเกิดจากการละเลยไม่ยอมบริหารลิ้นอย่างสม่ำเสมอ)

ลิ้นติดเป็นภาวะที่พบได้บ่อย ไม่ใช่ความผิดปกติที่น่ากลัว และรักษาได้ด้วยหัตถการที่ใช้เวลาไม่นาน

หัวใจสำคัญมี 3 ข้อ คือ ตรวจพบเร็ว รักษาอย่างเหมาะสม  ฝึกลิ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะไม่ใช่ทุกคนที่ต้องผ่าตัด และไม่ใช่ทุกคนที่ควรรอดูอาการ การประเมินโดยทันตแพทย์จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่สุด

หากมีข้อสงสัยหรืออยากเช็กอาการให้แน่ใจ สามารถแวะเข้ามาปรึกษาและตรวจประเมินได้ที่คลินิกจัดฟันสองคุณหมอ ทีมทันตแพทย์ของเราพร้อมดูแลอย่างละเอียด เพื่อร่วมกันหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมสำหรับแต่ละบุคคล


นัดปรึกษาจัดฟันฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

ติดต่อสอบถามเพิ่มเติม:

สาขาถนนมิตรภาพ 099 467 8789 หรือ 094 262 8448

สาขากลางเมือง 099 171 7161 หรือ 043 22227


โพสต์ล่าสุด

ดูทั้งหมด
พังผืดใต้ลิ้นติด (Tongue-tie): ผลกระทบที่มากกว่าเรื่อง "พูดไม่ชัด"

เมื่อพูดถึง "พังผืดใต้ลิ้นติด" หรือ Tongue-tie พ่อแม่ส่วนใหญ่มักนึกถึงปัญหาการดูดนมในทารก หรือการพูดไม่ชัดเมื่อโตขึ้น อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกพูดถึงมากขึ้นเรื่อย ๆ คือการเจริญเติบโตของขากรรไกรและการเรียง

 
 
 

ความคิดเห็น


bottom of page